Interview

คนที่ดูแลใจคนทั้งองค์กร...เคยเป็นคนที่ดูแลใจตัวเองไม่ได้มาก่อน

บทสัมภาษณ์ "เชาวน์" — ธนินนัทธ์ พลอภิวิโรจน์ HR & OD Manager ผู้เคยเชื่อว่าการควบคุมทุกอย่างให้ได้ จะทำให้ชีวิตมีความสุข

28 กันยายน 2569 อ่านแล้ว 478 อ่าน 10 นาที

คนที่ดูแลใจคนทั้งองค์กร...เคยเป็นคนที่ดูแลใจตัวเองไม่ได้มาก่อน

ถ้าคุณเดินเข้าไปในออฟฟิศของบริษัท FMCG แห่งหนึ่งวันนี้ จะเจอผู้ชายคนหนึ่งที่ใครๆ ก็เข้าหาได้ง่าย

ตำแหน่งของเขาคือ HR & OD Manager — คนที่ดูแลตั้งแต่วัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาคน ไปจนถึงความสุขและความผูกพันของพนักงานทั้งบริษัท

มี Department Manager คนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้สามสี่เดือน พูดถึงเขาไว้แบบนี้

"เขาเป็นคนเฟรนด์ลี่ เข้ากับคนง่าย และสามารถพูดเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ส่งสารที่มัน Impact ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันได้"

ฟังดูเหมือนเส้นทางการทำงานที่ราบรื่นมาตลอดใช่ไหมครับ

แต่เบื้องหลังเส้นทางนั้น ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่เชาวน์เองก็เคยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง — แม้แต่ประโยคเดียวที่ใครพูดกับเขา เขาก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เหมือนเดิม
Cha O1

เด็กรัฐศาสตร์ที่อยากเป็นอาจารย์

เชาวน์จบรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ จากรั้วเกษตรศาสตร์ ความฝันตอนนั้นชัดมาก: ต่อโท แล้วเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นคนรักการสอน ชอบหาคำตอบ ชอบทำวิจัย

"มันเป็น DNA" เขาว่าอย่างนั้น

จุดพลิกแรกมาตอนฝึกงานกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หัวหน้ามอบโปรเจกต์ที่ท้าทายเด็กฝึกงาน ต้องคิด วิเคราะห์ ออกแบบ และลงมือทำเองจริงๆ จนถึงวันพรีเซนต์ เชาวน์ใส่เต็มที่ แล้วหลังจบการนำเสนอโปรเจกต์ก็ได้ยินประโยคที่จำมาจนวันนี้

"ตั้งแต่ที่พี่ทำงานมา นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเห็นมา"

— หัวหน้าตอนฝึกงาน

พอปรึกษาเรื่องอยากเป็นอาจารย์ หัวหน้าคนเดิมตอบสั้นๆ ว่า

"การเป็นอาจารย์ที่ดี ต้องมีประสบการณ์จริง"

เชาวน์เลยวางแผนเส้นทางของตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานแรก เริ่มจากงาน Recruit ประตูด่านแรกของ HR แล้วค่อยขยับไป L&D สายที่ตรงกับจริตคนชอบการสอน

Cha O2

ทำได้ทุกเป้า...แต่

งานแรกคือ Mass Recruitment ในธุรกิจค้าปลีก งานที่เชาวน์บอกว่าสนุกเหมือนงานเซลส์ มีเป้า ได้คุยกับคน ได้ขายของ และเขาทำตามเป้าที่กำหนดได้

จากนั้นชีวิตก็พาไปถึงจุดที่มีความสุขที่สุด — สายการบินแห่งหนึ่งรับเขาไปทำหน้าที่สรรหานักบิน

"เราไม่ได้ไปเป็นนักบินเอง แต่เราได้หาคนไปขับเครื่องบิน เราได้หาคนไปบริการลูกค้าของสายการบิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารัก โคตรมีความสุขเลย"

มันเป็นงานที่ทำให้เขารู้สึกว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ฝันไว้โดยตรง แต่เขาก็ยังสามารถอยู่ใกล้กับสิ่งที่ตัวเองรักได้ และบางที นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เชาวน์ค้นพบในเวลาต่อมา — ว่าเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "ทำงานให้สำเร็จ" แต่เขาต้องการทำงานที่ตัวเองรู้สึกว่ามีความหมาย

จากนั้นเขาก็มาร่วมงานกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่งที่เคยฝึกงาน ด้วยบทบาท Recruit

ฟังถึงตรงนี้เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวยนะครับ แต่เบื้องหลังความสำเร็จ ยังมีบางอย่างสะสมอยู่เงียบๆ — งาน Recruit มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เต็มไปหมด อัตราที่อยากให้เต็มอาจไม่มีวันเต็ม แต่เชาวน์ในวันนั้นยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้

"เรามุ่งมั่นมาก กดดันตัวเองมาก เราเคยเป็นคน Perfectionist เครียดกับความไม่ Perfect มีจุดที่ยอมแพ้ แต่เราไม่ยอมรับ"

และความกดดันตัวเองแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มที่งานแรก เขาย้อนให้ฟังว่ามันสะสมมาตั้งแต่สมัยเรียนที่ตั้งเป้าต้องได้เกียรตินิยม ไล่มาเรื่อยๆ ต่อเนื่องราวสิบปี — สิ่งที่สะสมมานาน จึงค่อยๆ ส่งผลกับเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

วันที่ร่างกายขอพอ

ตอนอายุ 26 ระหว่างทำงานที่สาม ร่างกายของเชาวน์เริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ

จากคนที่เข้าใจอะไรง่ายๆ มาตลอด เขากลายเป็นคนที่ฟังคนอื่นพูดไม่เข้าใจ พูดสิ่งที่คิดออกมาไม่ได้ มองอาหารในจานแล้ว "เห็นหมูเป็นกุ้ง" กระทั่งวูบล้มในห้องน้ำ

"รู้สึกว่าเราต้องเป็นอะไรสักอย่าง แต่เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

ช่วงเวลานั้นทำให้เชาวน์ต้องหยุดทุกอย่างลง และกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งเดียวที่เขามีในตอนนั้นคือความมุ่งมั่นแบบเดิม — แต่ครั้งนี้ เขาเลือกใช้มันเพื่อพาตัวเองกลับมา

"เชื่อก่อนว่าต้องหาย หายยังไงไม่รู้ แต่ต้องหายให้ได้ — ลองทุกวิธี ทุกโอกาสที่จะหาย"

อุโมงค์ที่มีแสงสว่าง

จุดเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่คำตอบจากใคร แต่อยู่ที่เชียงใหม่ — เชาวน์ไปเที่ยววัดอุโมงค์ แล้วรู้สึกเป็นครั้งแรกในรอบนานมากว่าใจมัน slow down

กลับมา เขาเริ่มให้เวลากับตัวเองมากขึ้น ฝึกอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ทีละเรื่อง จนใจเริ่มนิ่ง แล้ววันหนึ่ง คำตอบที่ตามหามาตลอดก็ปรากฏ — ไม่ใช่จากใครที่ไหน แต่จากตัวเอง

"ปัญหามันมาจากวิธีคิดของเราเอง พอเข้าใจสัจธรรมชีวิต เข้าใจความสุข ความทุกข์ และรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เราเลยเริ่มปล่อยวางกับสิ่งที่เคยพยายามจะควบคุมให้ได้ และหันมายอมรับและเข้าใจความจริงของโลกมากขึ้น"

วันนี้เชาวน์กลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างเต็มที่ และเดินกลับมาบนเส้นทางที่วางไว้ตั้งแต่วันฝึกงาน — จาก Recruit สู่ L&D และเติบโตมาสู่บทบาท HR & OD ที่ได้ทำทั้งเรื่องการพัฒนาคนและองค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และดูแลความสุขของพนักงานทั้งองค์กร

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเข้าใจเรื่อง "คน" ในมุมที่ลึกขึ้น และนำความเข้าใจนั้นกลับมาใช้กับการทำงานกับผู้คนในวันนี้

วันนี้ยังมีวันที่ไฟตกไหม — มีบ้างครับ แน่นอนว่าชีวิตการทำงานยังมีวันที่เหนื่อย มีวันที่ผิดหวัง และมีวันที่ไฟตก แต่วันนี้วิธีมองของเขาเปลี่ยนไป เขาเปิด Facebook ดู On This Day แล้วนึกถึงเรื่องดีๆ ที่ผ่านมา

"เดี๋ยวนี้ Facebook เราลงแต่เรื่องราวดีๆ ที่เรามีความสุข เอาไว้เตือนสติ เผื่อวันไหนในอนาคตเราเหนื่อย อย่างน้อยเรายังกลับมาเห็นรอยยิ้มของตัวเองจากวันนี้ในปีก่อน"Z

Cha O3

แล้ววันนี้...อะไรคือความสุขของเชาวน์?

ถ้าย้อนกลับไปหาเชาวน์ในวัย 26 แล้วถามว่า วันหนึ่งอยากเป็นคนแบบไหน บางทีคำตอบอาจไม่เหมือนวันนี้ เพราะวันนั้นเขาอาจคิดว่า ถ้าทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และทำทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ชีวิตก็น่าจะมีความสุข

แต่วันนี้ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญกลับเรียบง่ายกว่านั้น — คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และรู้ว่าสิ่งที่ทำกำลังสร้างอะไรบางอย่างที่มีความหมายให้กับคนอื่น

สำหรับเชาวน์ ความสุขวันนี้คือการได้ทำงานที่รัก ได้ใช้สิ่งที่ตัวเองถนัด ได้สร้าง Impact ให้กับองค์กร ได้เห็นคนเติบโต และที่สำคัญ คือการได้เห็นคนมีความสุขกับสิ่งที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมา

บางครั้งมันอาจเป็นแค่การได้เห็นใครสักคนกล้าลองทำสิ่งใหม่ บางครั้งคือการได้เห็นคนที่เคยไม่มั่นใจ ค่อยๆ กล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่เดิมของตัวเอง และบางครั้งมันอาจเป็นเพียงรอยยิ้มของพนักงานจากกิจกรรมเล็กๆ ที่ทีมตั้งใจทำ

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครบางคน แต่สำหรับเชาวน์ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า "สิ่งที่เราทำอยู่มีความหมาย"

และบางที ความสุขของการทำงานก็ไม่ได้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การได้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่า วันนี้เรายังมีโอกาสได้ทำสิ่งที่เรารัก ได้สร้างบางอย่างให้ดีขึ้น และได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ใครบางคนมีความสุขขึ้น — สำหรับเชาวน์ แค่นั้นก็มีความหมายมากแล้ว

และเมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็พบว่าบทเรียนสำคัญจากช่วงเวลาที่ยากที่สุด ไม่ได้มีแค่เรื่องการดูแลตัวเอง แต่คือการได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเสียก่อนจึงจะมีความสุข

บางสิ่งเราเปลี่ยนได้ บางสิ่งเราเปลี่ยนไม่ได้ — สิ่งสำคัญคือ เราเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร และจะใช้สิ่งที่เรามีสร้างอะไรให้กับคนรอบตัว

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในวันที่แย่ที่สุดได้หนึ่งประโยค

เชาวน์อยากบอกว่า อย่ารอให้ชีวิตส่งสัญญาณแรงๆ ก่อนที่เราจะหันกลับมาเข้าใจตัวเอง

ส่วนใครที่กำลังกดดันตัวเองอยู่ในวันนี้ เชาวน์อยากฝากไว้ว่า — เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทุกอย่าง และเราไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทั้งหมดตั้งแต่วันนี้ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไร Perfect ตั้งแต่แรก

บางครั้ง แค่เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และเลือกใช้สิ่งที่เรามีเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่น เราอาจค้นพบว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับเราและกับคนรอบข้าง

"มันเป็นเรื่องของการยอมรับ — แค่เรายอมรับได้ มันก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ"

— เชาวน์ ธนินนัทธ์ พลอภิวิโรจน์

Cha O4

ขอบคุณคุณเชาวน์ที่แบ่งปันเรื่องราวนี้กับ Grower ทุกคนนะครับ

อยากอ่านเรื่องจริงและเทคนิคดูแลใจในโลกทำงาน ส่งถึงอีเมลทุกเช้าวันจันทร์ สมัครรับ Monday Brief ของ Chancedee ได้เลย — และถ้าอยากเช็กว่าตัวเองกำลังกดดันตัวเองเกินไปไหม อ่านต่อได้ที่ "หมดไฟ หรือแค่เหนื่อย? เช็กใจตัวเองก่อนพังจริง"

ส่งต่อให้เพื่อน

ติดตามไว้เพื่อน

ส่งบทความดี ๆ ถึงอีเมลคุณทุกเช้าวันจันทร์ — ฟรี ไม่มี Sponsor แอบแฝง

อ่านสะดวกกว่าในแอป Chancedeeโหลดฟรีทั้ง iOS และ Android — อ่านบทความ + ถาม Chancedee AI ได้ทุกที่
ดาวน์โหลดแอป
Chancedee AIคุยกับ Chancedee AI